กทม.วางมาตรการระวังอุบัติช่วงสงกรานต์

กทม.วางมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพดูแลประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เฝ้าระวังอุบัติเหตุ 24 ชม. พล.ต.อ.ชินทัต มีศุข รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานพิธีปล่อยแถวขบวนรถรณรงค์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 11 – 17 เม.ย.61 รวมจำนวน 42 คัน ประกอบด้วย รถดับเพลิงและกู้ภัย จำนวน 21 คัน รถสายตรวจเทศกิจ จำนวน 6 คัน

รถหน่วยแพทย์กู้ชีวิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 คัน รถตรวจการณ์ของสำนักการจราจรและขนส่ง จำนวน 1 คัน รถหน่วยซ่อมเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 1 คัน รถสายตรวจ 191 จำนวน 1 คัน รถบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 2 คัน รถตรวจการณ์ของกรมกิจการพลเรือนทหารบก จำนวน 2 คัน และรถจักรยานยนต์นำขบวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 2 คัน โดยมีคณะผู้บริหารกทม. นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. ผู้บริหารสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักเทศกิจ สำนักการแพทย์ สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักการโยธา ผู้แทนจากกรมกิจการพลเรือนทหารบก และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมพิธี ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนาและทิ้งบ้านเรือนไว้โดยไม่มีผู้ดูแล ซึ่งหากขาดความระมัดระวังอาจก่อให้เกิดอัคคีภัยสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ กรุงเทพมหานครมีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงได้วางมาตรการเพื่อดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุ โดยมอบให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เพิ่มจุดเฝ้าระวังป้องกันอัคคีภัยในช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย. 61 โดยสั่งการให้สถานีดับเพลิงหลัก 35 สถานี และสถานีดับเพลิงย่อย 12 สถานี เตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 82 จุด พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์กรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี พ.ศ.2561 ณ สวนลุมพินี และศูนย์ประสานการปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2561 ณ สำนักงานวิศวกรรมจราจร สำนักการจราจรและขนส่ง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังอุบัติเหตุและอุบัติภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเมื่อเกิดเหตุสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันที. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Edit